ในจังหวัด
 ในอำเภอ 
 
ในตำบล   
จากตำแหน่ง
 ชื่อผู้บริหาร
ในจังหวัด
 ในอำเภอ
ในตำบล 
จากตำแหน่ง
  ชื่อผู้บริหาร

แนะนำ อบต. > มาตรการการจัดเก็ยรายได้
 

ภาคผนวกที่ คำย่อ

อบต. องค์การบริหารส่วนตำบล
ภ.บ.ท. 5 แบบแสดงรายการที่ดิน
ภ.บ.ท. 6 แบบทะเบียนที่ดินและใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่
ภ.ร.ด. 2 แบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ภ.ร.ด. 8 แบบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ภ.ป. 1 แบบแสดงรายการภาษีป้าย
ภ.ป. 3 แบบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้าย
ผ.ท. 1 แบบสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับที่ดิน
ผ.ท. 2 แบบสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรือน
ผ.ท. 3 แบบสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับป้ายและใบอนุญาตต่าง ๆ
ผ.ท. 4 แบบทะเบียนทรัพย์สิน
ผ.ท. 5 แบบทะเบียนคุมผู้ชำระภาษี
ผ.ท. 6 แบบบัญชีคุมทะเบียนทรัพย์สินและทะเบียนคุมผู้ชำระภาษี
COSO the Committee of Sponsoring Organizations of Treadway Commission

มาตรการการจัดเก็บรายได้ของ อบต.
บทสัมภาษณ์ รองศาสตราจารย์ สุนีย์  ประจวบเหมาะ
จากรายการ "สตง. พบประชาชน"
ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา
วันอังคารที่ 30 ตุลาคม 2544

คุณรตินุสร์ รักธรรม ผู้สัมภาษณ์

เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจในส่วนของเนื้อหารายละเอียดของมาตรการฯให้มากยิ่งขึ้น จึงได้เรียนเชิญ รองศาสตราจารย์สุนี ประจวบเหมาะ ที่ปรึกษาคณะทำงาน การจัดทำมาตรฐานการตรวจสอบและมาตรฐานการรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งมาตรการทั่วไปเกี่ยวกับองค์การบริหารส่วนตำบลหรือ อบต. มาพูดคุยกันในรายการเพื่อสร้างความเข้าใจเพิ่มเติมให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง และสนใจ สำหรับมาตรการ การจัดเก็บรายได้ของ อบต.นั้น ขณะนี้ได้จัดทำเรียบร้อยแล้วและพร้อมที่จะประกาศใช้ ในอนาคตอันใกล้

รายละเอียดและวิธีการจัดทำมาตรการการจัดเก็บรายได้ของ อบต.

รศ.สุนี สำหรับเรื่องการจัดทำมาตรการการจัดเก็บรายได้ของ อบต. คณะทำงานจะเริ่มต้นด้วยการศึกษาข้อมูลจากกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง หนังสือสั่งการของกระทรวงหาดไทย คู่มือการปฏิบัติงานที่มีอยู่กระจัดกระจาย ซึ่งน่าตกใจมากในหลาย ๆ เรื่องที่จะต้องเกี่ยวข้องกับ อบต. ในช่วงที่เริ่มมีการกระจายอำนาจ นอกจากนั้นก็ศึกษาหลักการควบคุมภายในของ COSO ( the Committee of Sponsoring Organizations of Treadway Commission) ซึ่งดูหลักในเรื่องความเสี่ยง ด้านการควบคุมภายใน ความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน ทุกขั้นตอนการจัดเก็บรายได้ ซึ่งหลักอันนี้เราก็สามารถตรวจสอบได้ ประเมินผลได้ ได้ทั้งข้อมูลจากกฎหมาย หลักการแล้ว เราก็เอามาวิเคราะห์จุดอ่อนในการทำงานของ อบต. จากนี้ก็ออกภาคสนามเพื่อหาข้อมูล คือสรุปข้อเท็จจริงว่าใช่หรือไม่ ซึ่งข้อมูลที่ได้ชัดเจนก็คือ เราต้องไปสัมผัสกับเขาจริง ๆ เลย ว่าปัญหาของเขาอยู่ที่ไหน และที่เราได้ทราบจริง ๆ คือ เขาไม่ทราบหรอกว่ามีกฎหมายอะไรบ้าง เพราะมีมาก เขาก็ปฏิบัติตามสั่ง แต่ถามว่ากฎหมายฉบับไหน เรื่องอะไร เขาจะเรียงลำดับไม่ถูก เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ ก็เป็นความคิด ที่เราคณะทำงาน มาตรการของเราควรจะต้องให้ชัดเจน ง่ายในการปฏิบัติ ซึ่งเราก็เลยมาจัดทำดูว่า จุดอ่อนต่าง ๆ ที่เราพบ และเราหาทางที่จะกำหนดมาตรการให้เขาปฏิบัติตามที่เรากำหนด จะทำให้เขาปฏิบัติงานง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญ มาตรการทุกขั้นตอนจะมีกฎหมายรองรับไม่ใช่เขียนขึ้นมาเอง มีกฎหมายรองรับทุกตัว อาจจะตกใจหากจะบอกว่ามีกฎหมาย ระเบียบ หรืออะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ อบต. ต้องปฏิบัติถึง 66 ฉบับ และเจ้าหน้าที่ อบต. จะไปตามหาได้อย่างไร 66 ฉบับ คงจะทราบได้ไม่หมด เพราะเขาต้องทำงานประจำของเขาด้วย เพราะสิ่งที่จะทำให้เขาปฏิบัติได้ ไม่ได้เจตนา แต่ความที่ไม่ทราบกฎหมาย ก็หลุดได้เหมือนกัน เราก็ไปมองในภาพ อบต. มีเจตนาไม่ดี แต่จริงไม่ใช่ เพราะเขาไม่ทราบ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราคิดว่าเราน่าจะช่วยเขาตาม คุณหญิงท่านกล่าวไว้ ช่วยกันพัฒนาให้ อบต. มีศักยภาพที่จะปกครองตัวเองให้เข้มแข็งขึ้น เราจึงต้องทำมาตรการออกมาให้ง่าย ในการปฏิบัติ มีกฎหมายรองรับ และนอกจากนั้นเรายังระบุกิจกรรม ในแต่ละขั้นตอน แล้วกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บุคลากรที่ต้องรับผิดชอบ โดยท้ายเล่มคณะผู้จัดทำเขาจะคัดลอกกฎหมายที่จำเป็น แล้วมีหน้าที่ความรับผิดชอบ ของเจ้าหน้าที่ อบต. ทั้งหมด หรือ (Job description) สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เป็น Keyman ของ อบต. อย่างเช่นประธาน อบต. ปลัด อบต. หรือเจ้าหน้าที่การเงิน เขาจะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อที่จะให้งานมีประสิทธิภาพ

สำหรับมาตรการการจัดเก็บรายได้ที่อาจารย์บอกว่าทำให้ดูเข้าใจง่ายและมีกฎหมายรองรับ ไม่ทราบว่ามาตรการนี้มีเนื้อหาสาระ อาจารย์คุณหญิงท่านได้บอกแล้วว่าแบ่งเนื้อหาสาระออกเป็น 2 หมวด อาจารย์จะช่วยอธิบายได้ไหมว่า 2 หมวดนั้นรายละเอียดอะไรบ้างที่น่าสนใจ

รศ.สุนี สำหรับมาตรการการจัดเก็บรายได้ของ อบต. มี 2 หมวด ใหญ่ ๆ หมวดที่ 1 เป็นเรื่องมาตรการการจัดเก็บรายได้โดยตรงของ อบต. หมวดที่ 2 เป็นมาตรการเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของเขาให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาจกำหนดมาตรการที่จะมาช่วยควบคุม ที่จะทำให้ได้ตามขั้นตอนต่าง ๆ

แต่ละหมวดมีการแบ่งแยกกันอย่างไร โดยเฉพาะให้กับผู้ที่ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าได้ศึกษาอย่างไรให้ปฏิบัติตามได้อย่างง่าย ๆ ขอให้อาจารย์กรุณาอธิบายให้ระเอียดมากขึ้นกว่านี้สักนิด

รศ.สุนี หมวดที่ 1 เขาจะบอกไว้แล้วว่ามาตรการการจัดเก็บรายได้ของ อบต. โดยตรง คือ เราจำแนกแหล่งที่มาของรายได้เป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 อบต. จัดเก็บเอง ส่วนที่ 2 อบต. รับจัดสรรจากหน่วยราชการอื่น ส่วนที่ 3 เงินอุดหนุนจากรัฐบาล ส่วนที่ 1 อบต. จัดเก็บเอง เป็นไปตามกฎหมายได้แก่ พรบ.เกี่ยวกับภาษีทั้งหลาย ที่เขามีหน้าที่ต้องจัดเก็บ คือ ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน เรามี พรบ. รองรับ และภาษีป้าย เขาต้องจัดเก็บเองตามเวลาที่กำหนดใน พรบ. และตามอัตราที่กำหนดไว้ใน พรบ. ด้วย ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง เป็นภาษีเหมือนกัน และอบต. จัดเก็บเองเหมือนกัน และต้องจัดเก็บตามอัตราที่กำหนดไว้ใน พรบ. และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น พรบ. สาธารณสุข ที่เกี่ยวข้อง คือ อบต. จัดเก็บเองแต่จะต้องออกข้อบังคับตำบลเพื่อรองรับการจัดเก็บครั้งนี้ มีอำนาจในการจัดเก็บแต่ไม่สามารถจะทำได้จนกว่าจะออกข้อบังคับออกมา ถ้าจัดเก็บโดยไม่ออกข้อบังคับให้ถูกต้องก็ไม่ได้ แต่ถ้าออกข้อบังคับแล้วมีประกอบการ แต่ไม่ไปจัดเก็บก็ถือว่าผิด ละเว้นหน้าที่ ซึ่งอันนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะทราบกัน บางทีไม่ได้ออกข้อบังคับออกมา เพราะฉะนั้นรายได้ตรงนี้ก็จะถูกละเลยไปมาก

ซึ่งตรงนี้จริง ๆ ต้องมีมาตรการ เกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ อบต. ออกมา เพื่อเป็นแนวทางให้เขาได้ทราบ

รศ.สุนี ความจริงเราต้องระบุให้ชัดเจน ว่าอันนี้ต้องออกข้อบังคับ ถึงจะจัดเก็บได้ แล้วต้องไปสำรวจว่ามีประกอบการ จัดเก็บได้ ไม่อย่างนั้นผิด

สำหรับรายได้ในส่วนที่ 2 จะมีอะไรบ้างที่ อบต. ได้รับจัดสรรจากส่วนราชการอื่น

รศ.สุนี สำหรับในเรื่องของ รายได้ที่ อบต. ได้รับจัดสรรจากส่วนราชการอื่น คือเดิมที่เดียวเป็นรายได้ที่หน่วยงานส่วนกลางของรัฐบาลมีหน้าที่จัดเก็บอยู่ แต่ว่าภายหลังมีกฎหมายแล้ว ให้จัดสรรให้ อบต. เนื่องจากว่ารายได้นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ อบต. อยู่ เพราะฉะนั้นก็มีส่วนร่วมที่จะได้ อบต. จึงมีส่วนที่จะได้รายได้นั้น โดยหน่วยงานที่จัดเก็บต้องจัดสรรให้ อบต. ตามอัตรา ที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสุรา ภาษีสรรพสามิต ค่าใบอนุญาตการพนัน ภาษีรถยนต์ และค่าธรรมเนียมล้อเลื่อน ค่าปรับ ภาษีธุรกิจเฉพาะ

สำหรับในส่วนที่เป็นเงินอุดหนุนจากทางรัฐบาลช่วยอธิบายว่าจะเหมือนกับส่วนที่ 1 และ 2 หรือไม่

รศ.สุนี ในเรื่องของเงินอุดหนุน เป็นเรื่องที่ว่ารายได้ของ อบต. ส่วนใหญ่จะไม่พอกับรายจ่าย เพราะงานที่จะพัฒนาท้องที่ของ อบต. มีมาก เพราะฉะนั้นเงินจากภาษีจะไม่พอ รัฐบาลจึงจะต้องจัดสรรเงินงบประมาณส่วนหนึ่ง ซึ่งเราเรียกว่าเงินอุดหนุนทั่วไป ตั้งแต่มี อบต. มาจนถึงปัจจุบัน วงเงินอุดหนุนอยู่ประมาณ 10000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ใช้ทั่วประเทศ ทุก อบต. เงินอุดหนุนอันนี้คือ เป็นการที่รัฐบาลจัดสรรอุดหนุนแบบตัดขาดให้ อบต. ไปเลย แล้ว อบต. ก็ไปวางแผนที่จะไปทำการก่อสร้าง จ่ายเงินเดือน เป็นลักษณะของการวางแผนการใช้เงินเอง ซึ่งส่วนนี้จะมีตัวแปรในการจัดสรร คือจะดูจาก จำนวนประชากรของ อบต. ขนาดพื้นที่ จำนวนหมู่บ้าน และรายได้ที่ อบต. จัดเก็บได้เอง แล้วจะดูว่าจัดสรรให้ได้เท่าไร เพราะฉะนั้นบางทีก็จะไม่เท่ากัน อีกส่วนหนึ่งคือ การจัดสรรให้ในกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งตรงนี้ ความจำเป็นเร่งด่วน คือ อบต. จะต้องทำโครงการขึ้นมา เช่น ทำถนน ก็เขียนโครงการขึ้นมาว่ามีความจำเป็นอย่างไรจะต้องมีถนนเช่นนี้ มีค่าก่อสร้างเท่าไหร่ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็นต้องใช้จริง ๆ ก็จะจัดสรรส่วนนี้มาให้ ถ้าจัดสรรเสร็จ คือ อบต. จะต้องมีรายละเอียดในเรื่องของการทำถนน จะมีรายละเอียดบังคับมาเลยว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ จะไม่เหมือนการจัดสรรอันแรกที่เอาไปวางแผนการใช้จ่ายเงินกันเอง จะต่างกัน ซึ่งตรงนี้ในเรื่องของโครงการ หากว่าใช้จ่ายเงินเป็นไปตามเงื่อนไขในโครงการเงินส่วนเหลือจะต้องส่งคืน เพราะถือว่าเป็นโครงการในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนอันนี้ ซึ่งตรงนี้เมื่อส่งคืนไปแล้ว กรมการปกครองจะนำไปจัดสรรให้ อบต. อื่น แต่ทราบว่าตอนนี้กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง หลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนต่อไปนี้รัฐบาลอาจจะเปลี่ยนแปลง แต่ว่าคงจะต้องติดตามกันต่อไป ขณะนี้เราทำเท่าที่ เรามีข้อมูลที่ผ่านมา

หลังจาก อธิบายถึง หมวดที่ 1 ซึ่งมี 3 ส่วน แล้ว ในว่าหมวดที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องของมาตรการเสริมประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของ อบต. มีอะไรจะแนะนำให้เพิ่มเติมอึกหรือไม่

รศ.สุนี ในหมวดที่ 2 มาตรการเสริมประสิทธิภาพ จะเป็นลักษณะที่เราให้เครื่องมือ อย่างเรื่องแรกที่เราเขียนไปในมาตรการ คือ ให้ อบต. ทุกแห่งควรจะต้องทำแผนที่ภาษี และทะเบียนทรัพย์สิน เพราะตัวแผนที่ภาษีตัวนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะจัดเก็บรายได้ให้ครบถ้วน ถูกต้อง เป็นธรรม เพราะเวลาเราทำเสร็จ จะทราบว่าที่ดินแปลงไหน ควรเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ตรงไหนที่เก็บภาษีโรงเรือน ภาษีป้าย เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถทำได้ ก็สามารถที่จะมองได้ว่าตรงไหนเรายังไม่ได้ไปเก็บ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องมีการสำรวจ เพื่อให้การจัดเก็บครบถ้วน ถูกต้อง เป็นธรรม ถ้ามีเครื่องมืออันนี้แล้วจะช่วยให้ อบต. ทำงานในการจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะว่าแผนที่ภาษีเมื่อทำเสร็จแล้วสามารถจะทำทะเบียนทรัพย์สินได้เลย ซึ่งในเรื่องของแผนที่ภาษี คณะทำงานได้ทำรายละเอียดเอาไว้ คือ สำหรับ อบต. ที่ยังไม่พร้อมในเรื่องการหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เรามีวิธีการจัดทำเครื่องมือ คือ ทำเอง เอาแผนที่แม่บทมา มาออกสำรวจ ตรงไหนเป็นโรงเรือน หรือเป็นที่ว่างเปล่า แล้วก็ให้ช่างไปสำรวจ แล้วกำหนดขึ้นมา ทำเป็นทะเบียนทรัพย์สิน เราก็สามารถจัดเก็บได้เหมือนกัน แต่ถ้า อบต. ไหนที่มีความสามารถทางด้านการเงินหรือว่า กำลังคนด้วยสามารถทำด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราเรียกว่า GIS ซึ่งย่อมาจาก Geographic Information System ซึ่งเป็นโปรแกรม software ตระกูล Microsoft Office ซึ่งสามารถทำงานเชื่อมโยงกับโปรแกรมอื่นได้ ในการทำงานของ อบต. ได้ รวมทั้งการจัดเก็บรายได้ รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ในการบริหารงานสามารถทำได้หมด ซึ่งถ้าเรามีโปรแกรมนี้แล้วจะสามารถทำให้ อบต. มีประสิทธิภาพ ข้อโต้แย้งของภาษีจะลดลง ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ โปร่งใสแน่นอน และเป็นฐานข้อมูล ในการบริหารงานด้านอื่นของ อบต. ได้ด้วย อันนี้คือความหวังที่ว่าถ้า อบต. จะมี GIS ได้ทุก อบต. จะทำให้การทำงาน ที่เราเรียกว่าการกระจายอำนาจ ที่ออกไปสู่ท้องถิ่น จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ยังมีมาตราการเพิ่มประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ อีกหรือไม่

รศ.สุนี มีค่ะ ที่สำคัญเรื่องการเงิน ถ้าเราควบคุมไม่ดี รั่วไหลแน่ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราเห็นชัดเจนจากการที่เราไปสัมผัสกับเขาโดยตรง แต่บางทีไม่ได้เจตนา แต่เนื่องมาจากว่าข้อจำกัดของเขามี อย่างเช่น อบต. บางแห่งมีคนทำงานอยู่ 3 คน จะให้ไปทำแบบควบคุมภายในตามตำรามันยากมาก เพราะฉะนั้นเราก็หาวิธีช่วยเขา แล้วก็เขียนมาตรการลงไปว่าเพื่อให้การควบคุมภายในการลงบัญชีที่ถูกต้องเหมาะสมควรจะช่วยกันได้อย่างไรบ้าง ปลัด อบต. อาจจะเข้ามาช่วยในการจัดเก็บเงิน ไม่ใช่ว่าคนลงบัญชีเองจัดเก็บเงินเอง คนเดียวทำเบ็ดเสร็จ มันเสี่ยง เพราะฉะนั้นเราเขียนให้ละเอียด เลย

จะมีการประชาสัมพันธ์อย่างไร

รศ.สุนี เรื่องประชาสัมพันธ์ก็เป็นมาตรการอันหนึ่ง มีประสิทธิภาพเพราะว่าการประชาสัมพันธ์ของ อบต. เราทราบแล้วว่า ในการที่เราจะขอความร่วมมือกับ อบต. ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดเก็บรายได้ เราก็รู้ว่าคนไม่อยากจ่ายเงินหรอก แต่ถ้า อบต. มีวิธีการที่จะชักจูงใจมีอำนวยความสะดวก ว่าภาระหน้าที่การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของประชาชนทั่วไป แล้วก็ให้ อบต. กระจายข่าวว่า เงินที่เสียภาษีมา เอามาทำแผนอย่างไรบ้าง มาพัฒนาชุมชนอย่างไรบ้าง คนที่ทราบก็อยากจะเสียภาษี เพราะฉะนั้นคิดว่าการประชาสัมพันธ์ของ อบต. น่าจะช่วยให้การทำงานของ อบต. มีประสิทธิภาพมากขึ้นรวมทั้งการจัดเก็บรายได้

นอกจากนั้นก็จะมีการเสริมสร้างศักยภาพของ อบต. ในการจัดเก็บรายได้ด้วย ซึ่งตรงนี้มีรายละเอียดอย่างไร

รศ.สุนี มาตรการนี้ที่เราจะเสริมสร้าง เสริมสร้างโดยตรง เราจะมีการอบรมเจ้าหน้าที่ อบต. ทั้งระดับผู้บริหาร และระดับปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเราจะประสานงานกับกรมการปกครองในการที่จะช่วยอันนี้ แล้วเราก็มีโครงการ และขณะนี้ทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเอง คณะทำงานด้วย กำลังเสนอแผนที่จะไปอบรมเพื่อให้ อบต. มีความรู้เพิ่มเติม และปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง คนเราถ้าเผื่อเข้าใจจะทำให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หลังจากที่มาตรการการจัดเก็บรายได้ของ อบต. เสร็จสิ้นแล้ว มีโครงการจะจัดทำมาตรการอื่น ๆ อีกหรือไม่

รศ.สุนี มีเกี่ยวกับ อบต. แต่มาตราการที่เสร็จไป เป็นเรื่องรายได้ แต่ตอนนี้จะเป็นทางด้านจ่าย คือมาตรการทางด้านการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารพัสดุของ อบต. มาตราการเกี่ยวกับการการดำเนินงานของ อบต. แล้วมาตราการด้านการเงินของ อบต. ซึ่งยังอยู่ระหว่างการจัดทำ


มาตรการการจัดเก็บรายได้ของ อบต.
บทสัมภาษณ์ ศาสตร์จารย์ คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี
จากรายการ "สตง. พบประชาชน"
ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา
วันที่ 16 ตุลาคม 2544

คุณรตินุสร์ รักธรรม ผู้สัมภาษณ์

ในปัจจุบันนี้หลังจากที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ได้มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คอยกำกับดูแลนโยบายของ สตง. และได้ออกมาตรการใหม่ ๆ ในเรื่องของการตรวจเงินแผ่นดินหลายมาตรการ และหนึ่งในมาตรการเหล่านั้นก็คือ มาตรการการจัดเก็บรายได้ของ อบต. จึงได้สัมภาษณ์ศาสตราจารย์คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี ในฐานะประธานอนุกรรมการจัดทำมาตรฐานและมาตรการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดูแลเรื่องของมาตรการการจัดเก็บรายได้ของอบต. เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2544 ซึ่งการสัมภาษณ์มีดังนี้


เพราะเหตุใดคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจึงได้เร่งรัดการจัดทำการจัดเก็บรายได้ของอบต.ออกมาบังคับใช้ก่อนมาตรการอื่น

คุณหญิงฯ ที่ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะอบต.หรือองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการถ่ายโอนจากส่วนกลาง ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ซึ่งได้กำหนดให้รายได้ของท้องถิ่นจะต้องเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน อย่างน้อยร้อยละ 35 ของรายได้ของรัฐบาล ในปี พ.ศ. 2549 ฉะนั้นถ้าการถ่ายโอนเสร็จสิ้นลง อบต.ซึ่งมีอยู่จำนวน 6,747 แห่งทั่วประเทศ จะเป็นองค์กรส่วนท้องถิ่นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาความเจริญของประเทศอย่างมาก มีภารกิจที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่น และต้องให้บริการที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด จึงเห็นว่าการพัฒนาท้องถิ่นที่กล่าวแล้วจะประสบความสำเร็จนั้น ต้องมีการบริหารการเงินการคลังที่ดี และมีความสามารถที่จะบริหารได้ด้วยตัวเอง ซึ่งหมายความว่าต้องพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด กล่าวคือ ต้องมีรายได้พอเพียงกับรายจ่าย เพื่อจะได้นำรายได้มาพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ ดังนั้นอบต.จะต้องมีความสำนึกและต้องเร่งทำความเข้าใจในเรื่องที่จะทำอย่างไรเพื่อให้การจัดเก็บรายได้ให้ได้ถูกต้อง และครบถ้วน เพื่อที่จะได้นำรายได้มาใช้จ่ายได้ และจากการที่ผู้ตรวจสอบของสตง.ได้รายงานผลการตรวจสอบให้คตง.ทราบว่า อบต.ให้ความสำคัญในการจัดเก็บรายได้ยังน้อย ส่วนใหญ่ไปมุ่งในเรื่องของการควบคุมรายจ่าย ตรวจสอบรายจ่าย สนใจรายได้น้อยไป มีการรั่วไหลของการจัดเก็บรายได้ ประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ยังไม่เต็มที่ จึงเห็นว่ามาตรการการจัดเก็บรายได้ของอบต.จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนมากกว่ามาตรการอื่น

มาตรการการจัดเก็บรายได้ของอบต. มีกฎหมายอะไรออกมารองรับ

คุณหญิงฯ การจัดทำมาตรการนี้โดยอาศัยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 มาตรา 15 (3) (ง) ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินออกมาตรการอื่น ๆ ที่จะใช้บังคับกับหน่วยรับตรวจให้ดำเนินการได้

มาตรการการจัดเก็บรายได้ของอบต.นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และความความสำคัญ กับการดำเนินงานของ อบต. อย่างไรบ้าง

คุณหญิงฯ ในเรื่องที่มานั้น ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งปัญหาในเรื่องการจัดเก็บรายได้ของอบต.เกิดขึ้นจากการที่อบต.ไม่ทราบว่ามีอำนาจหน้าที่จะจัดเก็บรายได้อะไรบ้าง เพราะว่าเรื่องการจัดเก็บรายได้เหล่านี้อยู่ในกฎหมาย พระราชบัญญัติต่าง ๆ หากไม่ได้เอาใจใส่ ไม่ได้ศึกษาจะไม่ทราบเรื่อง ดังนั้นในมาตรการจะระบุไว้ว่าอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บรายได้ของอบต.เป็นไปตามกฎหมายอะไรบ้าง ซึ่งอบต.ควรนำมาปฏิบัติตาม และอีกประการหนึ่ง คือ ประสิทธิภาพในการจัดเก็บของ อบต.ยังจัดเก็บรายได้ไม่ทั่วถึง ไม่ครบถ้วน

วัตถุประสงค์ของการออกมาตรการนี้ มีอย่างไรบ้าง

คุณหญิงฯ ในมาตรการนี้ ไม่ได้เป็นการบังคับ แต่เป็นแนวทางหรือขั้นตอนในการทำงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของอบต. ประธานกรรมการบริหารอบต. ประธานสภาอบต.ได้ทราบและเข้าใจในแนวทาง และนำไปปฏิบัติ สิ่งนี้เป็นส่วนที่คตง.ช่วยเหลืออบต.มากกว่าที่จะไปบังคับหรือข่มขู่ และช่วยเหลือในเรื่องการตรวจสอบของสตง.ด้วย กรณีที่อบต.ได้ปฏิบัติตามมาตรการ และมีมาตรฐานดีแล้ว ในการตรวจสอบจะตรวจน้อยลง ไม่ต้องตรวจสอบซ้ำหลายครั้ง ดังที่กล่าวข้างต้นเป็นเรื่องให้ความเข้าใจในภาพรวม ส่วนวัตถุประสงค์ของมาตรการนี้ที่จะประกาศใช้ มีดังนี้

ประการที่ 1 กำหนดเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ให้แก่ อบต. ให้มีการจัดเก็บที่ถูกต้อง ทั่วถึง ครบถ้วน เป็นธรรม และโปร่งใส

ประการที่ 2 เพื่อให้อบต.ถือเป็นแนวทางปฏิบัติงานจัดเก็บรายได้ ป้องกันความผิดพลาด โดยเจตนาหรือไม่เจตนา จนกระทั่งถึงขั้นทำทุจริต

ประการที่ 3 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานของอบต. และให้มีความพร้อมในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ

ประการที่ 4 ให้ข้อมูลรายได้ประชาชาติส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะในส่วนของอบต. จะได้มีความแม่นยำมากขึ้น ถูกต้องมากขึ้น

ประการที่ 5 เพื่อให้ผู้ตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ตรวจสอบอื่นใช้พิจารณาประกอบการตรวจสอบ

ประการที่ 6 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดินที่เราจะออกใช้ ซึ่งได้แก่ มาตรฐานกาตรวจสอบ รหัส ส. 240 ว่าด้วยการตรวจสอบการจัดเก็บรายได้

มาตรการนี้มีรายละเอียดและสาระสำคัญอย่างไรบ้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของอบต.

คุณหญิงฯ กล่าวโดยสรุปของขอบเขตงานการจัดเก็บรายได้ของอบต. แยกออกเป็น 2 หมวด คือ หมวดที่ 1 การจัดเก็บรายได้ของ อบต. และ หมวดที่ 2 ประสิทธิภาพของในการจัดเก็บรายได้

ในหมวดที่ 1 รายได้ที่อบต.จัดเก็บได้ จากการสำรวจสามารถแบ่งออกเป็น 3 แหล่ง คือ แหล่งที่ 1 อบต.จัดเก็บเอง แหล่งที่ 2 ได้รับเงินจัดสรรจากส่วนราชการอื่น และแหล่งที่ 3 เป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาลโดยตรง

จากแหล่งที่ 1 การจัดเก็บรายได้ที่อบต.จัดเก็บเอง แบ่งเป็นรายได้จากภาษี เช่น ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือน และรายได้จากค่าธรรมเนียม ซึ่งในเรื่องของการจัดเก็บเองนี้ คตง.ได้วางแนวทางให้อบต.ว่าควรทำงานในเรื่องอะไรบ้าง ได้แก่ 1.ควรจะต้องทราบว่ามีกฎหมายอะไรที่ให้อำนาจในการจัดเก็บ 2.วางแผนการจัดเก็บ 3. ดำเนินการจัดเก็บจะทำอย่างไร ใครเป็นผู้ดำเนินการ และจัดให้ใครเป็นผู้ดำเนินการ 4. อบต.ควรต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพ เช่น ในการจัดเก็บภาษีต้องมีแผนที่ภาษี จึงจะเก็บได้ครบถ้วน 5. การควบคุม เมื่อจัดเก็บรายได้แล้ว จะต้องจัดให้มีการควบคุมให้ดี ไม่ให้เกิดการรั่วไหล 6.บันทึกรายได้ การเงินการบัญชี การเก็บรักษาเงินที่จัดเก็บมาได้ จะต้องทำอย่างไร การทำบัญชีจัดทำอย่างไร ถ้าหากว่า อบต.ได้ดำเนินการตามที่กล่าวข้างต้น 6 ข้อนี้ที่คตง.วางแนวทางไว้ให้ จะทำให้ อบต.พัฒนาตัวเองขึ้นมาได้

เมื่อมาตรการเหล่านี้ออกมาแล้ว สตง.จะช่วยเหลืออบต.ได้อย่างไรบ้าง

คุณหญิง การช่วยเหลือจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ในส่วนที่ 1 คือ จัดอบรมให้อบต. ถ้าอบต.ใดสนใจจะเข้ารับการอบรมให้สมัครอบรมมาที่สตง. และสตง.จะจัดอบรมให้โดยจะแบ่งเป็นครั้งคราว ซึ่งขณะนี้ได้วางแนวคิดแล้ว อยู่ในระหว่างที่จะดำเนินให้การช่วยเหลือ ในส่วนที่ 2 จัดให้มีฝ่ายตอบคำถาม โดยสามารถสอบถามมาได้ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในกรุงเทพฯ หรือที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินส่วนภูมิภาค โดยจะประกาศรายละเอียดให้ทราบต่อไป ในส่วนที่ 3 กรณีอบต.ใดมีปัญหา หรือให้ข้อแนะนำในมาตรการทั้ง 6 ข้อนี้ ยกเว้นเรื่องการเมือง สามารถส่งปัญหาหรือข้อแนะนำมาได้ ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมหรือร่วมมือกัน

มาตรการนี้จะให้ได้ผล จะต้องใช้ระยะเวลาประมาณเท่าไหร่

คุณหญิง ให้คำตอบยาก ขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ของแต่ละอบต. กล่าวคือ ประธานกรรมการบริหารอบต. ประธานสภาอบต. และเจ้าหน้าที่อบต. ได้มีเข้าใจและตั้งใจทำงานให้เต็มที่ให้กับอบต. ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องส่วนตัว หรือคิดเรื่องส่วนตัวเป็นใหญ่แล้ว ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนก็เสร็จและได้ผล แต่อบต.หลายแห่งอาจอาจจะยังไม่เข้าใจวิธีการ ต้องใช้เวลาศึกษา เพราะฉะนั้นการใช้เวลาศึกษาทำความเข้าใจและวางแผนงาน วางระบบงาน อบต.จะต้องดำเนินการเอง สตง.อาจจะช่วยได้ในกรณีที่อบต.วางระบบงานแล้วมีปัญหาถาม สตง.จะไม่ได้ไปวางให้ ถ้าอบต.วางระบบงานให้ดี ใน 6 มาตรฐานนี้แล้ว คาดว่าต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะการทำความเข้าใจ การหาบุคลากรที่รู้เรื่อง มีความรู้ความสามารถ ถ้ามองทั้งในแง่ดีและไม่ดี ใช้ระยะเวลาประมาณ 5 ปี คาดว่าจะได้ประมาณ 80 %

เมื่อมีมาตรการแล้วคตง.จะให้อบต.ใช้อย่างไร

คุณหญิง ดำเนินการไปตามขั้นตอน กล่าวคือ มาตรการนี้ผ่านคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว ซึ่งอยู่ในระหว่างประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อประกาศราชกิจจาฯ แล้ว เนื่องจากมาตราการไม่ได้เป็นระเบียบบังคับหรือการลงโทษ เพราะฉะนั้นเมื่อประกาศแล้วก็มีผลนับแต่วันประกาศ แต่ว่าจะใช้เต็มที่อย่างไร ขึ้นอยู่กับอบต. และคตง.ได้ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครอง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมมือกับคตง.ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี กระทรวงมหาดไทยจะนำเอามาตรการนี้ประกาศใช้กับ อบต. ซึ่งอบต.ก็ต้องดำเนินการตาม เพราะเป็นระเบียบแล้ว โดยคตง.จะช่วยเรื่องการอบรมทำความเข้าใจ รวมถึงการตอบคำถามทั้งหลายที่มีมา

มาตรการนี้ ใครที่ควรจะให้ความสนใจบ้าง

คุณหญิง คำถามนี้สำคัญมาก เพราะว่ามาตรการ ระเบียบ หรือหลักการ ถ้าออกมาไม่มีใครนำเอาไปปฏิบัติก็ไม่มีประโยชน์ จึงเห็นว่าผู้ที่ควรจะต้องเอาใจใส่ต้องเอาจริงมากที่สุด คือ ประธานสภาอบต. ประธานกรรมการบริหารอบต. 2 ท่านนี้ ถ้าท่านเห็นความสำคัญและปฏิบัติอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่อบต.ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามไปด้วยความเอาใจใส่ สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องหาคนที่มีความรู้ ความสามารถและทุ่มเทให้กับงาน และที่สำคัญมากคือต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ได้แก่ ปลัดอบต. หัวหน้าส่วนการคลัง เจ้าพนักงานประเมินภาษี เจ้าพนักงานอื่น ๆ ตรงนี้อยากจะเน้นให้เห็นว่ามาตรการนี้ผิดกับมาตรการอื่น ๆ คือ มาตรการนี้กำหนดว่า ในเรื่องใด กิจกรรมใด ใครบ้างที่จะต้องรับผิดชอบ ต้องดำเนินการอย่างไร จะกำหนดไว้ให้ครบถ้วน เพราะฉะนั้นถ้าได้นำเอาไปอ่านและทำความเข้าใจดีแล้วดำเนินการตาม สามารถที่จะวางระบบงานได้เป็นอย่างดี

มาตรการนี้มีบทลงโทษหรือไม่

คุณหญิง คตง.ไม่ได้กำหนดเป็นบทลงโทษ แต่มีโทษทางอ้อม ซึ่งอบต.ต้องระวังกัน เพราะผู้ตรวจสอบของสตง.ต้องเข้าไปตรวจการทำงาน การใช้จ่ายเงิน การจัดเก็บรายได้ของอบต. ถ้าพบว่ามีข้อบกพร่อง ซึ่งผู้ตรวจสอบจะถือมาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบ หากพบว่าอบต.ไม่ปฏิบัติตามมาตรการนี้ ผู้ตรวจสอบจะจัดทำรายงานส่งมาให้คตง. และคตง.จะรายงานไปยังหัวหน้าส่วนราชการของอบต. คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้พิจารณา ซึ่งถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ของทั้งคตง.และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

มาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อใด

คุณหญิง คาดว่าจะประกาศใช้มาตรการนี้ประมาณเดือนตุลาคมหรือเดือนพฤศจิกายน หากได้ประกาศมีมาตรการนี้แล้ว อบต.ใดต้องการได้มาตรการนี้ สามารถติดต่อขอเอกสารมาตรการนี้มาได้ อบต.ใดที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรการการจัดเก็บรายได้ของอบต. สามารถสอบถามมาได้ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ถนนพระรามที่ 6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400 โทรศัพท์ ส่วนกลางที่หมายเลข 0-2273-9674-91 หรือที่ประชาสัมพันธ์ 0-2618-5755 หรือที่ e-mail: supaporn@sao.go.th

 

 
 
Home | อบต. | อบจ. | เทศบาล | ตำบล | อำเภอ | จังหวัด | กระทรวง | รัฐบาล | ศาล | รัฐสภา | สถาบันการเงิน | สหกรณ์ | เกษตร | การศึกษา | ท่องเที่ยว | ศาสนา | โรงพยาบาล | ผลิตภัณฑ์
บริษัท กำลังแผ่นดิน จำกัด
 56/16 ซอยอินทามระ 35   ถนนสุทธิสารวินิจฉัย   แขวงดินแดง    เขตดินแดง    กรุงเทพฯ 10400
โทร.0-2691-9833, 0-2691-9866, 0-2691-9882    แฟกซ์ 0-2691-9884    อีเมล์ earthpower@thaitambol.net
about us
contact us
Copyright © 2002 บริษัท กำลังแผ่นดิน จำกัด   All Rights Reserved